ย้อนตำนาน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตั้งแต่ยุค “อาณาจักรลังกาสุกะ” ก่อนกรุงสุโขทัย ผ่านความสัมพันธ์เชิงซ้อนกับกรุงศรีอยุธยา-ธนบุรี-รัตนโกสินทร์ เหตุการณ์กบฏปัตตานี สงครามสยาม-ปัตตานี และมรดกทางวัฒนธรรมที่หลงเหลือจนปัจจุบัน
จากลังกาสุกะสู่ปัตตานี: ประวัติศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก่อนการสถาปนาสยามประเทศ
บทนำ: รากฐานอารยธรรมบนคาบสมุทรมลายู
ก่อนที่ “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” จะทรงสถาปนา “กรุงสุโขทัย” เป็นราชธานีแห่งแรกของสยามในปี พ.ศ. 1792 พื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กลับเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน นั่นคือ “อาณาจักรลังกาสุกะ” (Langkasuka) อาณาจักรมลายูโบราณแห่งนี้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียและอาณาจักรศรีวิชัย (เกาะสุมาตรา)
โดยนับถือทั้งศาสนาพุทธนิกายมหายานและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ความเก่าแก่ของลังกาสุกะนั้นปรากฏในบันทึกของจีนโบราณช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งบรรยายถึงกษัตริย์ผู้ทรงประทับบนหลังช้าง มีทหารอารักขาที่ดุร้าย และมีการค้าขายสินค้าล้ำค่า เช่น ไม้กฤษณา กับพ่อค้าชาวจีนและอินเดียที่ใช้เส้นทางเดินเรือผ่านคาบสมุทรมลายู ถือได้ว่า ลังกาสุกะเป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่เก่าแก่กว่ากรุงสุโขทัยหลายร้อยปี
จากลังกาสุกะสู่ปัตตานี: ประวัติศาสตร์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก่อนการสถาปนาสยามประเทศ
บทนำ: รากฐานอารยธรรมบนคาบสมุทรมลายู
ก่อนที่ “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์” จะทรงสถาปนา “กรุงสุโขทัย” เป็นราชธานีแห่งแรกของสยามในปี พ.ศ. 1792 พื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กลับเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อน นั่นคือ “อาณาจักรลังกาสุกะ” (Langkasuka)
อาณาจักรมลายูโบราณแห่งนี้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอินเดียและอาณาจักรศรีวิชัย (เกาะสุมาตรา) โดยนับถือทั้งศาสนาพุทธนิกายมหายานและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ความเก่าแก่ของลังกาสุกะนั้นปรากฏในบันทึกของจีนโบราณช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ซึ่งบรรยายถึงกษัตริย์ผู้ทรงประทับบนหลังช้าง
มีทหารอารักขาที่ดุร้าย และมีการค้าขายสินค้าล้ำค่า เช่น ไม้กฤษณา กับพ่อค้าชาวจีนและอินเดียที่ใช้เส้นทางเดินเรือผ่านคาบสมุทรมลายู ถือได้ว่า ลังกาสุกะเป็นศูนย์กลางอารยธรรมที่เก่าแก่กว่ากรุงสุโขทัยหลายร้อยปี
ยุคแรกเริ่ม: ความรุ่งเรืองของอาณาจักรลังกาสุกะ (ก่อน พ.ศ. 1800)
หลักฐานทางโบราณคดีและวัฒนธรรม
ปัจจุบันนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าศูนย์กลางของ อาณาจักรลังกาสุกะ อยู่ในบริเวณอำเภอสายบุรี (ปัตตานี) และอำเภอยะหา (ยะลา) โดยเฉพาะ แหล่งโบราณสถานบ้านยาแรง ที่พบซากสถูปเจดีย์และพระพุทธรูปศิลปะศรีวิชัย แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนามหายาน สังคมลังกาสุกะมีระบบการปกครองแบบกษัตริย์ (ราชา) ใช้ภาษาสันสกฤตและมลายูโบราณ มีการติดต่อค้าขายกับทั้งจีน อินเดีย และอาหรับ โดยสินค้าสำคัญ ได้แก่ ไม้กฤษณา ดีบุก เครื่องเทศ และงาช้าง
สถานะอิสระก่อนการกำเนิดสยาม
ในรัชสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช แห่งกรุงสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 19) และต่อเนื่องถึง พระยาเลอไทย บริเวณปัตตานีในฐานะทายาทของลังกาสุกะยังคงเป็นอาณาจักรอิสระ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าขึ้นตรงต่อกรุงสุโขทัย ชาวเมืองส่วนใหญ่ยังคงนับถือศาสนาพุทธและฮินดู มีวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจของตนเอง โดยใช้ตำแหน่ง “พญา” หรือ “ตานี” (แปลว่า “ชายหาด” ในภาษามลายู) เป็นศูนย์กลางชุมชนท่าเรือที่สำคัญบนเส้นทางสายไหมทางทะเล
สมัยอยุธยา: จากเมืองประเทศราชสู่ความขัดแย้งกับปัตตานี
เมื่อ สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนา กรุงศรีอยุธยา ในปี พ.ศ. 1893 อาณาจักรลังกาสุกะยังคงดำรงเอกราช ในระยะแรกเป็นเพียงมิตรทางการค้า กระทั่งกลางพุทธศตวรรษที่ 20 จึงเริ่มเปลี่ยนสถานะเป็น เมืองประเทศราช โดยมีความสัมพันธ์แบบ “ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง” หรือ “บุหงามัส” (Bunga Mas) ซึ่งหมายถึงต้นไม้เงินต้นไม้ทองที่ส่งให้ราชสำนักสยามเป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมรับความเป็นเจ้าเหนือหัว แต่ยังคงมีอำนาจปกครองตนเองเกือบเบ็ดเสร็จ
การเปลี่ยนผ่านสู่อาณาจักรสุลต่านปะตานีดารุสสลาม
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2034-2072) เมื่อกษัตริย์แห่งลังกาสุกะคือ พญาตูนักปา อินทิรา ศรีวังสา ทรงเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามและตั้งพระนามใหม่ว่า สุลต่านอิสมาอีล ชาห์ พร้อมเปลี่ยนชื่ออาณาจักรเป็น “อาณาจักรปะตานีดารุสสลาม” (Patani Darussalam) อันหมายถึง “ปะตานีนครแห่งสันติสุข” ถึงกระนั้น ปะตานียังคงส่งบรรณาการให้อยุธยาตามวาระ โดยเฉพาะเมื่อราชสำนักสยามมีความเข้มแข็ง
เหตุการณ์กบฏปัตตานีสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
ความสัมพันธ์ตึงเครียดถึงขีดสุดในสมัย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือก) ปี พ.ศ. 2106 สุลต่านมุซ็อฟฟาร์ ชาห์ แห่งปะตานีทรงนำกองเรือมลายู 300 ลำยกทัพขึ้นมาช่วยกรุงศรีอยุธยาต่อต้านพระเจ้าตะเบงชะเวตี้แห่งหงสาวดี แต่เมื่อมาถึงกลับฉวยโอกาสเข้ายึดพระราชวังอยุธยา พร้อมอ้างว่าทรงได้รับการดูหมิ่นจากราชสำนักสยาม เอกสารหลายฉบับ เช่น พงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐฯ
และบันทึกวันวลิต ยืนยันว่า ทหารปะตานีจำนวนหลายร้อยคนสามารถเข้าไปในเขตพระราชวังได้ถึง 48 ชั่วโมง โดย สุลต่านมุซ็อฟฟาร์ ทรงขี่ช้างเผือกของพระมหาจักรพรรดิยืนอยู่ท้องสนามหลวง แม้สุดท้ายกองทัพสยามจะสามารถขับไล่ได้ แต่สุลต่านเสด็จหนีลงสำเภาและสิ้นพระชนม์ที่ปากน้ำ เหตุการณ์นี้สร้างความบาดหมางและเป็นจุดเริ่มต้นของการแข็งข้อของปัตตานีในระยะยาว
ยุคเข้มแข็งของราชินีศรีวังสาและการทำสงครามกับอยุธยา
ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 22 อาณาจักรปะตานีดารุสสลาม กลับมามีอำนาจอีกครั้งภายใต้การปกครองของ ราชินีทั้ง 4 แห่งราชวงศ์ศรีวังสา โดยเฉพาะ ราชินีฮีเญา (พระนางเจ้าเขียว) ที่สยามเรียก และ ราชินีอูงู ซึ่งทรงดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุก
การปฏิเสธส่งบรรณาการและสงครามสยาม-ปัตตานี พ.ศ. 2177
ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แห่งอยุธยา (พ.ศ. 2173-2199) ราชินีอูงูไม่ยอมรับการขึ้นครองราชย์โดยชอบธรรมของพระองค์ จึงทรงตัดขาดการส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง นำไปสู่ สงครามสยาม-ปัตตานี พ.ศ. 2177 ปัตตานีได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยอาศัยกำลังเสริมจากเมืองยะโฮร ปาหัง และความช่วยเหลือด้านอาวุธจากโปรตุเกส กองทัพอยุธยาต้องถอยร่น หลังจากนั้นปัตตานียังคงรักษาเอกราชได้นานหลายสิบปี แม้ในสมัย ราชินีกูนิง จะกลับมาส่งบรรณาการและเสด็จเยือนอยุธยาด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ. 2184 แต่ความเป็นอิสระภายในยังคงอยู่
การสิ้นสุดราชวงศ์ศรีวังสาและการแข็งเมือง
เมื่อราชวงศ์ศรีวังสาสิ้นสุดลง (ปกครองปัตตานียาวนาน 186 ปี) และ สมเด็จพระเพทราชา ขึ้นครองราชย์โดยการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2231 หัวเมืองมลายูรวมทั้งปัตตานีซึ่งตอนนั้นอยู่ภายใต้ รายามัสกลันตัน (ราชวงศ์กลันตัน) ประกาศแข็งเมืองไม่ยอมอ่อนน้อม สยามยกทัพไปปราบถึง 2 ครั้งในปี พ.ศ. 2234 และ 2235 แต่ไม่สำเร็จเนื่องจากปัตตานีได้รับการสนับสนุนจากกลันตัน ยะโฮร และตรังกานู นับแต่นั้นปัตตานีจึงตัดขาดจากการเป็นประเทศราชของอยุธยาอย่างสมบูรณ์จนถึงสิ้นสมัยอยุธยา
สมัยธนบุรี: การกลับมาสวามิภักดิ์ชั่วคราว
หลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง (พ.ศ. 2310) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชและสถาปนากรุงธนบุรี ในปี พ.ศ. 2312 เมื่อพระองค์ทรงปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าเมืองนครศรีฯ หนีไปพึ่งปัตตานี กษัตริย์ปัตตานีขณะนั้นคือ สุลต่านมุฮัมมัด นำตัวเจ้าเมืองส่งคืนพร้อมเครื่องราชบรรณาการและยอมสวามิภักดิ์ พระเจ้าตากสินจึงทรงอภัยโทษและให้ปกครองเมืองต่อไป ความสัมพันธ์กลับมาเป็นประเทศราชในระยะสั้น แต่ปัตตานียังคงมีอิสระในการปกครองภายในสูง
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น: สงครามปัตตานีและผลพวงสู่ยุคปัจจุบัน
ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) หลังจากขับไล่พม่าออกจากหัวเมืองใต้ได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2328–2329 สยามมีรับสั่งให้หัวเมืองมลายูที่เคยขึ้นกับอยุธยากลับมาส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทอง พระยาปัตตานี ขัดแข็งไม่ยอมอ่อนน้อม นำไปสู่ สงครามสยาม-ปัตตานี พ.ศ. 2329 ซึ่งสยามเป็นฝ่ายชนะอย่างสิ้นเชิง
การยึดปืนใหญ่นางพญาปัตตานีและการกวาดต้อนผู้คน
สยามยึดปืนใหญ่สำคัญสองกระบอกของปัตตานีคือ “ศรีนัครี” และ “นางพญาปัตตานี” (หรือมหาราณี) ปืนศรีนัครีตกทะเลระหว่างขนย้าย ส่วน นางพญาปัตตานี ถูกนำมาตั้งที่หน้ากระทรวงกลาโหมในกรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังกวาดต้อนเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง และชาวปัตตานีกว่า 4,000 คนไปยังบางกอก โดยใช้วิธีร้อยหวายที่เอ็นหลังส้นเท้าชาย และร้อยใบหูหญิงเพื่อป้องกันการหนี เชลยเหล่านี้ถูกนำไปขุดคลองแสนแสบ และตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ปทุมธานี หนองจอก มีนบุรี และท่าอิฐ ส่วนสายตระกูลสุลต่านถูกกักบริเวณหลังวัดอนงคาราม ฝั่งธนบุรี ปัจจุบันคือบริเวณสี่แยกบ้านแขก
เหตุการณ์ในปี พ.ศ. 2329 นี้ถือเป็นจุดสิ้นสุดของสถานะ “อาณาจักรปะตานีดารุสสลาม” ในฐานะรัฐอิสระหรือประเทศราชที่เกือบเป็นเอกราช หลังจากนั้นสยามได้แบ่งพื้นที่ปัตตานีออกเป็น 7 หัวเมือง (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สายบุรี ระแงะ ยะหริ่ง และรามัน) และปกครองโดยตรงผ่านระบบเจ้าเมืองที่สยามแต่งตั้ง
บทสรุป: มรดกทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงอยู่
จาก อาณาจักรลังกาสุกะ ที่รุ่งเรืองก่อนสมัยสุโขทัย ผ่านการเปลี่ยนผ่านเป็น สุลต่านปะตานีดารุสสลาม สู่ความสัมพันธ์เชิงซ้อนทั้งในฐานะมิตร ประเทศราช และข้าศึกกับสยามในหลายยุคสมัย จนถึงการสิ้นสภาพเอกราชในต้นรัตนโกสินทร์ ประวัติศาสตร์ของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้แห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงอารยธรรมดั้งเดิมที่เก่าแก่ไม่แพ้ศูนย์กลางอำนาจใดในแหลมอินโดจีน ปัจจุบันร่องรอยของลังกาสุกะ เช่น โบราณสถานบ้านยาแรง และตำนานปืนใหญ่นางพญาปัตตานี ยังคงเป็นหลักฐานสำคัญที่เชื่อมโยงอดีตอันรุ่งโรจน์ของปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สู่การศึกษาและทำความเข้าใจของคนรุ่นหลัง
เรียบเรียงและเพิ่มเติมเนื้อหาโดย: อดุลย์ (อับดุลลอฮฺ) ตะเคียนคาม
อ้างอิง: พงศาวดารฉบับต่างๆ, ฮิกายัตปะตานี, บันทึกวันวลิต และเอกสารประวัติศาสตร์ท้องถิ่น







